เที่ยวชม 2 วังในกรุงเทพฯ วังลดาวัลย์ และวังวรดิศ

นนี้จะพาไป เที่ยวชม 2 วังในกรุงเทพฯ โดยวังที่เราได้นำมาแนะนำในวันนี้คือวังลดาวัลย์ และวังวรดิศ ที่มีความสวยงามทางด้านสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกันออกไป

วันนี้จะพาไป เที่ยวชม 2 วังในกรุงเทพฯ โดยวังที่เราได้นำมาแนะนำในวันนี้คือวังลดาวัลย์ และวังวรดิศ ที่มีความสวยงามทางด้านสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกันออกไป จะมีความสวยงามแค่ไหน ไปชมกันเลยค่ะ

เที่ยวชม 2 วังในกรุงเทพฯ

 

เที่ยวชม 2 วังในกรุงเทพฯ

1. วังลดาวัลย์

ลักษณะทั่วไปของวังลดาวัลย์

วังลดาวัลย์ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าวังแดง เป็นวังที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อปีพุทธศักราช 2449 และแล้วเสร็จในปีพุทธศักราช 2451 วันที่มีความสวยงามราวกับอยู่ในเทพนิยาย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้สร้างตามรูปแบบสถาปัตยกรรมวิลล่าอิตาเลียน ซึ่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกในยุควิคตอเรีย ที่มีความสวยงาม หรูหรา สง่างามมาก ซึ่งใช้สถาปนิกเป็นชาวต่างชาติทั้งหมด มีการใช้ไอซ์ส่วนโค้งเว้าในส่วนของกำแพงบริเวณช่องเปิดผนัง ประดับตกแต่งบริเวณกำแพงโดยเสาหลอก นอกจากนี้ยังมีการใช้ปูนปั้นสีขาวเป็นบัว ประดับตกแต่งให้มีลวดลายในส่วนต่างๆ

โดยในส่วนพระตำหนักวังลดาวัลย์ จะเป็นอาคารที่มี 2 ชั้น ที่มีขนาดใหญ่ ก่อสร้างด้วยอิฐฉาบด้วยปูน ทาด้วยสีเหลือง จึงทำให้พระตำหนักลดาวัลย์แห่งนี้มีความโดดเด่น เพราะตั้งอยู่ท่ามกลางสนามหญ้าสีเขียว

ในส่วนชั้นล่างของพระตำหนักมีการออกแบบเป็นแบบฝรั่ง เช่น มีการนำหินอ่อนพระนางมารีและพระบุตรมาตกแต่ง บริเวณชานพักบันไดติดกระจกเป็นลายดอกไม้หลากสีสัน ประติมากรรมแกะสลักแบบนูนต่ำที่มีลักษณะคล้ายของชาวโรมันโบราณ และเครื่องเคลือบของประดับต่างๆที่อยู่คู่กับวันมาอย่างยาวนาน เป็นต้น

ในส่วนของชั้นบนนั้นมีการตกแต่งสไตล์จีน เช่น มีจิตรกรรมแบบจีนบริเวณชานพักบันได ภาพเขียนตามฝาผนังบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ 12 นักษัตริย์ ในห้องโถงจะมีการตั้งชุดรับแขกแบบจีนเช่นกัน ในห้องพระจะมีตู้ไม้แบบจีนขนาดใหญ่ลงรักปิดทองแบบจีนทั้งหมด โดยในประเทศไทยมีตู้แบบนี้เพียงแค่ 2 แห่งเท่านั้น ซึ่งภายในเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูป นอกจากนี้ยังมีการผสมผสานวัฒนธรรมของทางตะวันตกและตะวันออกได้อย่างลงตัวอีกด้วย

วังลดาวัลย์

ประวัติความเป็นมา

หลายคนรู้จักวังลดาวัลย์ในชื่อของวังแดง ซึ่งสาเหตุของที่มาของชื่อนั้นมาจากการที่ตัวกำแพงของพระตำหนักแห่งนี้ มีการทาสีแดง อันเป็นเอกลักษณ์ จึงทำให้ประชาชนทั่วไปที่พบเห็นเรียกวังลดาวัลย์ว่า วังแดง

ย้อนกลับไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นในตอนนั้น ได้เข้ามาขอเช่าวังแห่งนี้เพื่อเป็นหอวัฒนธรรมญี่ปุ่น และใช้เป็นที่ทำการของกองกำลังทหารจากสหประชาชาติในช่วงหลังสงคราม และเมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงปลายสงคราม ทางด้านสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จึงได้ขอซื้อวังลดาวัลย์จากทายาทในขณะนั้น เพื่อที่จะไม่ให้วางตกเป็นของชาวต่างชาติ ทำให้ตั้งแต่นั้นมาวังลดาวัลย์อยู่ภายใต้ความดูแลสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

โดยก่อนหน้านี้จะมีเพียงพระตำหนักและอาคารเล็กๆตั้งอยู่บริเวณท้ายวัง โดยที่ยังมีรากฐานไม่แข็งแรงพอที่จะใช้งานได้ ทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จึงได้ทำการรื้อถอน ค่าเหล่านั้นออกไป และมีการก่อสร้างขึ้นใหม่ โดยตั้งใจทำให้เป็นอาคารเชิงอนุรักษ์ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยมีการให้ผู้เเชี่ยวชาญจากกรมศิลปากรมาเป็นที่ปรึกษา ในการบูรณะในขณะนั้น

ที่ตั้ง 173 ถนนนครราชสีมา แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพฯ

สำหรับผู้ที่ต้องการไปเที่ยวชมวังลดาวัลย์ใน ต้องติดต่อแจ้งความประสงค์ล่วงหน้ากับเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แต่ส่วนใหญ่แล้ว จะเป็นให้ชมได้ในโอกาสพิเศษเท่านั้น

 

วังวรดิศ

2. วังวรดิศ ท่ามกลางเมืองหลวงอันวุ่นวาย ที่เป็นเมืองขึ้นชื่อว่าไม่เคยหลับใหล ยังมีวังที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสาตร์ ที่มีความเก่าแก่ ตั้งอยู่ในเมืองแห่งนี้ โดยมีบรรยากาศร่มรื่น และเงียบสงบ แตกต่างจากโลกภายนอก

วังแห่งนี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นตำหนักที่ประทับของอย่าง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ บุคคลที่ถือได้ว่าเป็นบุคคลที่สำคัญต่อประเทศไทย ที่สามารถจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล และกระทรวงมหาดไทยได้สำเร็จลุล่วง โดยได้รับพระราชทานที่ดินรอบวังให้เป็นรางวัลจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

นอกจากนี้อย่าง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ยังได้ชื่อว่าเป็นพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีของไทย ซึ่งทางองค์การยูเนสโกได้มีการยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก
ลักษณะทั่วไป
มีลักษณะเป็นอาคาร 3 ชั้น รูปทรงตัวแอล หลังคามุงจากกระเบื้องดินเผา มีหน้าต่างบานเล็กแทรกอยู่บริเวณหลังคาคล้ายกับบ้านเรือนทางยุโรป เพื่อระบายอากาศ ภายในมีการประดับตกแต่งจากไม้แกะสลัก โดยยึดหลักสถาปัตยกรรมแบบเรเนสซองส์

 

วังวรดิศ เวลาเปิด-ปิด

ความโดดเด่นของวังคือการที่ต้องการให้เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรป แต่ยังมีความเป็นไทย ซึ่งทั้งหมดได้ถูกผสมผสานอย่างลงตัวและสวยงาม จากผลงานการออกแบบของ ผู้ที่ออกแบบวังบางขุนพรหม และพระรามราชนิเวศน์ นั่นก็คือ ดร.คาร์ล ซิกฟรีด ดอห์ริง

โดยวังแห่งนี้ ถึงจะมีการก่อสร้างมานานแล้ว แต่คงอนุรักษ์ และมีการดูแลรักษาไว้เป็นอย่างดี ทำให้ยังคงอยู่ในสภาพเดิม จึงได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็น อาคารประวัติศาสตร์โลก

ภายในจะมีการจัดแสดงโดยแบ่งเป็นห้องต่างๆ คือ
– ห้องเสวย
– ห้องจีน
– ห้องพระบรรทม
– ห้องทรงพระอักษรและห้องพระ รวมถึงห้องพระบรมอัฐิ ประดิษฐานพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 1-5 รวมถึงของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันและเวลาทำการ
วันจันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30–16.30 น.
ไม่เสียค่าเข้าชม