พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน จังหวัดเพชรบุรี

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 และยังเป็นสถานที่สำคัญของจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากมาย

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ข้อมูล

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 และยังเป็นสถานที่สำคัญของจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเที่ยวชมได้อย่างมากมาย

ข้อมูลทั่วไปของ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน 

ด้วยการสร้างภายในอาคารและบริเวณโดยรอบพระราชนิเวศน์มฤคทายวันนั้นมีความโดดเด่นด้วยศิลปะจากต่างประเทศและการตกแต่งที่สวยงามธรรมชาติล้อมรอบและมีบรรยากาศที่ร่มรื่นเงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อนและการเดินชมเก็บภาพบรรยากาศต่างๆ เพราะทุกมุมภายในพระราชนิเวศน์แห่งนี้มีความสวยงามและมีฉากที่เหมาะแก่การถ่ายรูปเป็นอย่างมาก

สถานที่แห่งนี้ในอดีตเคยใช้เป็นพระราชวังฤดูร้อนของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์เดินทางมาที่จังหวัดเพชรบุรีจะทรงเสด็จมาประทับแรม ที่แห่งนี้อยู่เป็นประจำโดยที่พระองค์ทรงร่างแผนผังการก่อสร้างพระราชนิเวศน์มฤคทายวันแห่งนี้ด้วยพระองค์เองซึ่งทำให้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากและเป็นอาคารที่มีคุณค่าถือเป็นมรดกของประเทศไทยเลยก็ว่าได้

แบบการสร้างของอาคารภายในพระราชนิเวศน์มฤคทายวันนั้นได้สร้างขึ้นจากวัสดุชั้นเลิศนั่นคือไม้สักทองเป็นไม้ที่หายาก และมีความสวยงามทนทานต่อสภาพอากาศทำให้อาคารแห่งนี้คงสภาพสมบูรณ์มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ถึงปัจจุบัน

 

ประวัติ พระ ราช นิเวศน์ มฤคทายวัน

รูปแบบอาคารจะเป็นอาคารที่มีสองชั้นซึ่งจะเปิดโล่งเพื่อให้ลมผ่านยกใต้ถุนสูงจากพื้นและพื้นล่างจะเทคอนกรีตเสริมเหล็กหนาเพื่อให้รากฐานมั่นคงสามารถรองรับกับตัวอาคารได้ ศิลปะและสถาปัตยกรรมในการสร้างเป็นแบบไทยประยุกต์นั่นคือการผสมผสานสถาปัตยกรรมไทยกับสถาปัตยกรรมของทวีปทางฝั่งยุโรปเข้าด้วยกันเพื่อสร้างความสวยงาม โดดเด่น และแปลกตาที่ลงตัว ทำให้เป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาชมภายในตัวอาคารของพระราชนิเวศน์มฤคทายวันแห่งนี้มากมายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกปี

และนอกจากนี้บรรยากาศรอบนอกอาคารยังมีความร่มเย็นด้วยความที่มีพื้นที่ติดกับทะเลทำให้ผู้ที่เดินทางมาท่องเที่ยวภายในพระราชนิเวศน์มฤคทายวันเสร็จแล้วสามารถเดินลงไปชมบรรยากาศหรือเล่นน้ำทะเลได้ซึ่งถือเป็นบรรยากาศที่หาชมได้ยากและผู้ที่เดินทางมาจะได้รับประสบการณ์การพักผ่อนต่างจากที่อื่น

ภายในพระราชนิเวศน์มฤคทายวันแห่งนี้จะแบ่งออกเป็นพระที่นั่งใหญ่ 3 องค์ดังต่อไปนี้

 

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ค่าเข้า
• พระที่นั่งสมุทรพิมาน จะแบ่งออกเป็น 2 หมู่ โดยที่เป็นหมู่เดิม และหมู่ที่สร้างขึ้นใหม่ซึ่งเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในสมัยก่อน ภายในจะรวบรวมสิ่งของต่างๆที่พระองค์ทรงใช้เป็นการส่วนพระองค์ รวมไปถึงห้องต่างๆที่มีความสำคัญซึ่งถูกรักษาและจัดวางไว้เป็นสัดส่วน เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงเสด็จมาประทับแรมณที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นห้องแต่งพระองค์ห้องเสวยห้องทรงพระอักษรและห้องอื่นๆ และภายในห้องนี้ยังมีประวัติศาสตร์มากมาย ในสมัยรัชกาลที่ 6 ที่ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นอีกด้วย

• พระที่นั่งพิศาลสาคร เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจีพระวรชายา แล้วที่พำนักของสนมเอกในสมัยรัชกาลที่ 6 และภายในพระที่นั่งองค์นี้ยังมีห้องต่างๆที่จัดไว้สำหรับเจ้านายในสมัยนั้นซึ่งเป็นเจ้านายฝ่ายในที่ทำงานติดตามรัชกาลที่ 6 ในครั้งที่พระองค์ท่านเสด็จมาประทับแรม ณ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน

• พระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์ เป็นพระที่นั่งที่เคยใช้เป็นโรงละครในสมัยนั้นและเป็นที่จัดไว้สำหรับประชุมหรือชุมนุมวาระหรือในโอกาสสำคัญต่างๆซึ่งถือเป็นห้องประชุมที่มีขนาดสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นอาคาร 2 ชั้นและเป็นห้องประชุมที่มีความเก่าแก่และทรงคุณค่าอีกหลังหนึ่ง

 

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน การแต่งกาย

หลายส่วนภายในพระราชนิเวศน์มฤคทายวันได้ถูกการบูรณะและปรับปรุงมาได้จากกรมตำรวจกองกำกับการ 1 กองบังคับการฝึกพิเศษของหน่วยงานตำรวจตระเวนชายแดนที่เข้ามาดูแลและปรับปรุงส่วนที่ชำรุดทรุดโทรม
เนื่องจากพระราชนิเวศน์มฤคทายวันแห่งนี้เคยถูกทิ้งร้างมาหลายปีแต่ปัจจุบันถือว่าเป็นพระที่นั่งที่มีความสวยงามและมีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาอย่างมากมายซึ่งตำนานที่เล่าต่อๆกันมานี้ถือเป็นตำนานความรักที่มีความสำคัญและเกิดขึ้นจริงในช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ 6
ซึ่งส่วนที่ปรับปรุงนั้นได้ใช้ความพยายามจากช่างฝีมือของประเทศไทยและช่างฝีมือจากต่างประเทศในการปรับปรุงเพื่อให้ได้สถาปัตยกรรมที่งดงามและมีความลงตัว ทำให้ปัจจุบันพระราชนิเวศน์มฤคทายวันแห่งนี้เป็นสถานที่หนึ่งที่มีความสวยงามเป็นอย่างมากเพราะสร้างขึ้นจากความร่วมมือของหน่วยงานทุกภาคส่วนที่ต้องการให้พระที่นั่งตำหนักแห่งนี้กลับมาสมบูรณ์และเป็นจุดสำคัญในจังหวัดเพชรบุรี และของประเทศไทยสืบไป

เวลาเปิดทำการ
เปิดให้เข้าชมทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ แต่จะมีความแตกต่างกันด้านเวลาคือในช่วงวันจันทร์ถึงวันศุกร์จะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึง 16.00 น. ส่วนวันเสาร์วันอาทิตย์และวันหยุดราชการนั้นจะเปิดให้ชมตั้งแต่เวลา 08.30 น.ถึง 16.30 น.
อัตราค่าบริการเข้าชม
ผู้ใหญ่ 30 บาทและเด็ก 15 บาท ราคานี้รวมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ