ขนมหวานเมืองนนท์

ถ้าหากคุณมาเที่ยวเมืองนนท์แล้วกำลังมองหาของฝาก ขนมหวานเมืองนนท์ เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกส่วนมากคนจะถือหากรับประทาน ขนมถ้วยฟูก็ขอให้เจริญ รับประทานขนมทองเอก ก็ขอให้ได้เป็นเอก จึงนับได้ว่าวัฒนธรรมขนมไทยมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์ ตำราอาหารไทยเล่มแรกคือแม่ครัวหัวป่าก์ ในสมัยต่อมาเมื่อการค้าเจริญขึ้นในตลาดมีขนมนานาชนิดมาขาย

ถ้าหากคุณมาเที่ยวเมืองนนท์แล้วกำลังมองหาของฝาก ขนมหวานเมืองนนท์ เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกส่วนมากคนจะถือหากรับประทาน ขนมถ้วยฟูก็ขอให้เจริญ รับประทานขนมทองเอก ก็ขอให้ได้เป็นเอก จึงนับได้ว่าวัฒนธรรมขนมไทยมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์ ตำราอาหารไทยเล่มแรกคือแม่ครัวหัวป่าก์ ในสมัยต่อมาเมื่อการค้าเจริญขึ้นในตลาดมีขนมนานาชนิดมาขาย

เราจึงมาแนะนำ 5 ขนม พร้อมวิธี และสูตรส่วนผสม หากใครหลาย ๆ คนอยากทำกินเล่นบ้าง หรือทำเนื่องในวันโอกาสก็ลองได้ไม่เสียหาย หากทำอร่อยแล้วยังสามรถเปิดขายขนมเป็นของตัวเองและเป็นอีกทางหนึ่งของการหาเงินเพิ่มขึ้น และสามารถทำได้ง่าย ๆ ทานเล่นที่บ้านมาดูเคล็ดลับกันเลย

 

5 ขนมหวานเมืองนนท์ กับสูตรเคล็ดลับ

 

1.ขนมชั้น

 

ของขึ้นชื่อ ขนมหวานเมืองนนท์

 

ขนมชั้น เป็นขนมไทยอีกหนึ่งอย่างที่นิยมและยังเป็นขนมที่อร่อยมาก ๆ  และใครที่กินก็จะมีกลิ่นใบเตยอรอย ๆนิด แต่รับรองได้ว่าใครที่ทานจะต้องชอบ และอร่อยแน่นอน เพราะจะมีความนุ่มและนิ่มมากขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งเมนูที่น่าทาน และน่าทำมาก ๆ ใครที่ชอบทานตั้งทำให้เป็นแค่สูตรง่าย ๆ

 

ส่วนผสม

– นำน้ำตาลทราย 2 1/2 ถ้วย

– นำน้ำกะทิ 4 ถ้วย

-นำ แป้งข้าวเจ้า 1/2 ถ้วย

– นำแป้งมันสำปะหลัง 1/2 ถ้วย

– นำแป้งท้าวยายม่อม 1 1/2 ถ้วย (หรือแป้งถั่วเขียว)

– นำน้ำใบเตยคั้นเข้มข้น 1/2 ถ้วย

– นำน้ำหอมกลิ่นมะลิผสมน้ำ 1/2 ถ้วย

-นำถาดหรือพิมพ์สี่เหลี่ยมสำหรับนึ่งขนม (ขนาด 10×10 นิ้ว หรือ 8×8 นิ้ว)

วิธีทำ

 

1. ใส่น้ำตาลทรายและกะทิลงในหม้อ คนผสมให้เข้ากันแล้วนำขึ้นตั้งไฟปานกลางประมาณ 5 นาที จนน้ำตาลทรายละลาย (ไม่ต้องรอให้เดือด) ยกลงจากเตา พักทิ้งไว้จนเย็น

2. นึ่งถาดหรือพิมพ์ในชุดนึ่งที่มีน้ำเดือด ประมาณ 15 นาที เตรียมไว้

3. ผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งมันสำปะหลัง และแป้งท้าวยายม่อมเข้าด้วยกัน ค่อย ๆ เทส่วนผสมน้ำกะทิลงไป ใช้มือนวดแป้งให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว นวดประมาณ 15 นาที จนแป้งไม่จับตัวเป็นก้อน จากนั้นนำไปกรองด้วยตะแกรง แบ่งแป้งเป็น 2 ถ้วย โดยถ้วยที่ 1 ผสมกับน้ำใบเตย และถ้วยที่ 2 ผสมกับน้ำมะลิ คนผสมให้เข้ากัน เตรียมไว้

4. ทำชั้นที่ 1 โดยเทส่วนผสมสีขาว (เทส่วนผสมทุกชั้นประมาณ 1/3 ถ้วย) ลงในพิมพ์ ปิดฝา นึ่งประมาณ 5 นาที เปิดฝา เทส่วนผสมสีเขียวลงไป ปิดฝา นึ่งประมาณ 5 นาที ทำซ้ำเช่นเดิม สลับชั้นกันจนหมดแป้ง จะได้ประมาณ 9-10 ชั้น โดยชั้นสุดท้าย ให้นึ่งประมาณ 7 นาที ยกออกจากชุดนึ่ง วางพักทิ้งไว้จนเย็นสนิท (ประมาณ 3 ชั่วโมง)

5. นำขนมออกจากถาด จุ่มมีดลงในน้ำร้อน กดลงบนขนมเป็นชิ้น ๆ จัดใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ

 

2.ขนมถ้วย

 

ของฝาก ขนมหวานเมืองนนท์

 

พร้อมแล้วมาแคะขนมถ้วยใบเตยกันดีกว่า ตัวขนมนุ่มนิ่มหอมใบเตยตัดรสเค็มจากหน้ากะทิ หยอดใส่ถ้วยตะไลขนาดตามชอบ ทำเองแคะเองอร่อยแน่นอน และเป็นขนมที่คนนิยมกินกันค่อนข้างเยอะ เป็นอีกหนึ่งขนมที่ขึ้นชื่อในจังหวัดนนท์ที่ใครๆ  ก็ต่างรู้จัก และชอบทานกันดีอยู่แล้ว

 

ส่วนผสม

-แป้งข้าวเจ้า 2 ช้อนโต๊ะ

-หัวกะทิ 1 ถ้วย

-น้ำใบเตย 1/4 ถ้วย

-เกลือ 1/2 ช้อนชา

-หางกะทิ 1 ถ้วย

-แป้งข้าวเจ้า 1/2 ถ้วย

-น้ำตาลปี๊บ 1/2 ถ้วย

-แป้งเท้ายายม่อม 2 ช้อนโต๊ะ

 

วิธีทำ

 

1. นำหางกะทิไปผสมกับแป้งข้าวเจ้า แป้งเท้ายายม่อม น้ำตาลปี๊บ และน้ำใบเตย ผสมเข้ากันดี นำไปกรองด้วยผ้าข้าวบางและพักไว้

2. ทำหน้าขนม นำหัวกะทิผสมกับแป้งข้าวเจ้าและเกลือ คนเข้ากันอีก นำไปกรอง

3. ตั้งหม้อนึ่งรอจนน้ำเดือดจึงเรียงถ้วยตะไลลงไป นึ่งจนถ้วยตะไลร้อน จึงเริ่มหยอดตัวขนม ลงไปประมาณ 3/4 ถ้วยตะไลปิดฝาหม้อและนึ่งทิ้งไว้ประมาณ 3 – 5 นาที จากนั้นจึงหยอดหน้าขนม ลงไปในถ้วยตะไล นึ่งต่อไปอีก รอจนเย็นแล้วจึงนำไปเสิร์ฟ

 

3.ขนมหันตรา

 

ของดังนนทบุรี ขนมหวานเมืองนนท์

 

หันตรา ขนมไทยดังเดิมอีกชนิดที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน และได้สืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบันแต่รูปร่างหน้าตาของขนมอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสมัยแต่แบบที่เอามาลงนี้เป็นแบบดั้งเดิม

 

ส่วนผสมและสัดส่วน

– ถั่วเขียว 3 ถ้วย น้ำตาลทราย 4 ¼ ถ้วย

-กะทิ 1 ½ ถ้วย น้ำเปล่า ½ ถ้วย

-ไข่เป็ด (ใช้เฉพาะไข่แดง) 5 ฟอง

-น้ำลอยดอกมะลิ 2 ¼ ถ้วย -เกลือ ½ ช้อนชา

-น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ

 

วิธีการทำ

 

1. ถั่วเขียวใช้แบบที่เลาะเปลือกแล้วที่เรียกว่าถั่วทอง นึ่งให้สุกและโขลกให้ละเอียด ผสมกับกะทิ น้ำตาลทราย 1 ¼ ถ้วยเกลือ

2. กวนส่วนผสมในกระทะทองเหลือง กวนจนสามารถปั้นได้ ปั้นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม ทำจนหมด

3. ผสมน้ำตาลทรายที่เหลือกับน้ำลอยดอกมะลิ ยกขึ้นตั้งไฟจนเดือด จากนั้นกรองด้วยผ้าขาวบาง

4. ยกขึ้นตั้งไฟอีกรอบ พอน้ำเชื่อมข้นแล้วยกลงแต่ไม่ต้องเทออกจากกระทะนะค่ะ เพราะเดี๋ยวจะยกขึ้นตั้งไฟอีกรอบ

5. นำขนมที่ปั้นไว้แล้ว จุ่มลงในไข่แดง จากนั้นต้มในน้ำเชื่อม ในข้อ 4 พอไข่สุกก็ตักขึ้นวางใส่ถาด

6. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันลงในกระทะเกลี่ยให้ทั่วกระทะบาง ๆ ตอกไข่เป็ดใช้มือขยำไข่แดงให้แตก ใช้มือจุ่มไข่แดง โรยให้เป็นตาราง พอสุกแซะขึ้นตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมไว้

7. วางขนมหันตราลงบนไข่ที่โรยเป็นตารางไว้ ห่อเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม

 

4.ขนมเอเเคร์

 

ของดีเมืองนนท์ ขนมหวานเมืองนนท์

 

น่าจะเคยทานกันทุกคน เพราะรสชาติของเอแคร์ที่แสนอร่อย ไส้หอมหวาน แป้งนุ่มๆ ที่หยิบทานชิ้นเดียวไม่เคยพอเลยค่ะ วิธีทำค่อนข้างจะหลายขั้นตอนหน่อย แต่คุ้มค่ากับรสชาติที่แสนอร่อยของเอแคร์ค่ะ เอแคร์มีหลายไส้ทั้งไส้ครีม ไส้ช็อกโกแลต สูตรและวิธีทำเอแคร์

 

-สำหรับทำไส้เอแคลร์

-แป้งข้าวโพด ½ ถ้วย

-นมผง ½ ถ้วย ไข่แดง 4 ฟอง

-นมข้นจืด 3 ถ้วย น้ำตาลทราย 1 ถ้วย

-กลิ่นวนิลา 2 ช้อนชา น้ำเปล่า 3 ถ้วย

 

วิธีทำ

 

1. ตั้งกระทะทองเหลืองด้วยไฟปานกลาง ใส่เนยและน้ำลงในกระทะทองเหลือง คนผสมให้เข้ากัน รอจนเดือด

2. รอจนส่วนผสมเดือด ค่อยๆ เทแป้งลงไป แล้วคนด้วยตะกร้อมือด้วยความเร็ว โดยระวังไม่ให้ไหม้ติดกระทะ จากนั้นยกลง

3. ทิ้งไว้จนส่วนผสมที่ได้อุ่น ใส่ไข่ลงไปทีละฟอง คนให้เข้ากัน

4. ผสมแป้งข้าวโพดและนมผงเข้าด้วยกัน จากนั้นเติมน้ำเปล่าลงไป ½ ถ้วย เติมไข่แดง คนให้เข้ากันแล้วพักไว้

5. ผสมน้ำตาล นมข้นจืด น้ำเปล่าเข้าด้วยกัน แล้วนำไปผสมรวมกับส่วนผสมในข้อ 1

6. จากนั้น นำขึ้นเคี่ยวในกระทะทองเหลืองจนเริ่มข้น เติมวนิลาลงไปแล้วยกลง

7. จากนั้นตักแป้งเอแคลร์ใส่ในถุงบีบ แล้วบีบลงในถาดขนาดให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว และแต่ละชิ้นห่างกัน 1 นิ้ว

8. นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส นานประมาณ 20 นาที หรือจนกว่าแป้งจะสุกเหลืองและพองสวย

9. ทิ้งไว้จนตัวแป้งเอแคลร์เย็น จากนั้นตักไส้เอแคลร์ใส่ตัวบีบแล้วบีบใส่แป้งเอแคลร์โดยเจาะรูด้านก้นเอแคลร์ โดยกะปริมาณบีบที่พอดี ๆ ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป

 

5.ช่อม่วง

 

ขนมหวานเมืองนนท์ ของขึ้นชื่อ

 

ค่อนข้างหาซื้อทานยาก ถ้ามีขายก็มีราคาแพง เพราะเป็นอาหารที่ต้องใช้ฝีมือพอสมควร แต่ก็ไม่ยากเกินไปที่จะลองทำ เพลิดเพลิน อร่อย คุ้มค่าเวลาทำ สมัยก่อนนิยมทำสีเดียวคือ สีม่วง แต่ปัจจุบัน ทำกันหลากสี

 

ส่วนผสม ช่อมวง แบ่งเป็น 2 ส่วน

 

 ส่วนแป้งที่หุ้ม

 

-แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย

-แป้งข้าวเหนียว 1 ช้อนโต๊ะ

-แป้งเท้ายายม่อม 1 ช้อนโต๊ะ

-แป้งมัน 2 ช้อนโต๊ะ

-น้ำต้มดอกอัญชัน(10ดอก)ผสมน้ำมะนาว(ครึ่งซีก) 1 ½ ถ้วย (น้ำดอกอัญชันเป็นสีน้ำเงิน ถ้าต้องการให้เป็นสีม่วงต้องบีบมะนาวลงไป)

น้ำเปล่า ½ ถ้วย น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ

-แป้งมันสำปะหลังสำหรับทำแป้งนวลขณะปั้น

-แหนบเอาไว้จีบ ช่อม่วง (หาซื้อออนไลน์ได้ง่าย)

 

ส่วนไส้

 

-เนื้อหมู (เนื้อกุ้ง หรือเนื้อไก่) สับละเอียด 2 ถ้วย

-หอมหัวใหญ่สับ 1 ถ้วย

-รากผักชี สับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ

-กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ

-พริกไทยขาว ½ ช้อนโต๊ะ

-น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ

-น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ

-น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ

-น้ำมันพืชสำหรับผัดเล็กน้อย

-เกลือป่น ½ ช้อนชา

 

วิธีทำ

 

1. รากผักชี กระเทียม พริกไทยโขลกให้เข้ากัน นำไปผัดในกระทะให้หอม โดยใช้น้ำมันพืชเล็กน้อย ใส่หมูลงไปผัดจนสุกปรุงรสด้วยเครื่องปรุงรสต่าง ๆ ชิมรสตามชอบ ยกลงแล้วพักไว้

2. ทำตัวแป้ง โดยนำแป้งข้าวจ้าว แป้งท้าวยายม่อม แป้งมัน เกลือ น้ำมันพืช กะทิ ผสมเข้าด้วยกัน ผสมน้ำดอกอัญชัญ และน้ำมะนาวเข้าด้วยกัน เทลงในส่วนผสมแป้งคนให้เป็นเนื้อเดียวกัน

3. เทใส่กระทะกวนจนแป้งสุกร่อนจากกระทะ ยกลงทิ้งไว้จนเริ่มอุ่น นำมานวดมืออีกครั้ง จากนั้นนำมาปั้นเป็นก้อนเล็ก ๆ ให้มีขนาดเท่า ๆกัน

4. นำไส้ขนมที่ผัดไว้มาห่อ จับจีบให้สวยงาม นำไปนึ่งในน้ำเดือดระยะเวลา 8 – 10 นาที จัดใส่จาน ทาด้วยน้ำมันหอมเจียว กินแกล้มกับผักสดและพริกขี้หนู

 

เป็นอย่างกันบ้างกับสูตรเคล็ดลับที่แสนทำได้ง่ายมาก ๆ ถือเป็นขนมไทยขึ้นชื่อของจังหวัดนนทบุรีอีกด้วย รู้อย่างนี้แล้วอย่าลืมไปหัดทำกันแถมยังเสริมสร้างรายได้ให้เราอีกด้วย เพื่อเป็นแนวทางในการหาเงินเพิ่มอีกทางหนึ่ง และยังมีวิธีการทำง่าย ๆ ที่ติดตัวเราไปตลอดอีกด้วย