ประเพณีชักพระ ที่สืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันยาวนานที่ทรงคุณค่า

ประเพณีชักพระ นี้ก็เป็นอีกหนึ่งประเพณีของชาวใต้ที่มีความสำคัญมาก ๆ ที่จะต้องจัดขึ้นทุก ๆ ปีเพื่อสืบสานประเพรีที่มีมายาวนานของชาวใต้กัน ที่มีมายาวนานและที่เล่าขานกันมาแสนนาน จนมาถึงปัจจุบันที่ยังคงอนุรักษ์ประเพณีนี้เอาไว้อย่างแพร่หลาย เพื่อให้สืบเนื่องไปสู่คนรุ่นหลัง

ประเพณีชักพระ จังหวัด

ประเพณีชักพระ นี้ก็เป็นอีกหนึ่งประเพณีของชาวใต้ที่มีความสำคัญมาก ๆ ที่จะต้องจัดขึ้นทุก ๆ ปีเพื่อสืบสานประเพรีที่มีมายาวนานของชาวใต้กัน ที่มีมายาวนานและที่เล่าขานกันมาแสนนาน จนมาถึงปัจจุบันที่ยังคงอนุรักษ์ประเพณีนี้เอาไว้อย่างแพร่หลาย เพื่อให้สืบเนื่องไปสู่คนรุ่นหลัง และยังคงความเป็นเอกลักษณ์ที่โดเด่นไม่เหมือนภาคไหน ๆ

และในทุก ๆ ปีของประเพณีชักพระจะมีนักท่องเที่ยวทั่วสาระทิศเดินทางมาเที่ยวมาชมประเพณีกันอย่างแพร่หลาย เพื่อมาเที่ยวความสวยงามและวัฒนธรรมประเพณีที่ไม่เหมือนภาคอื่น และยังเป็นที่ยอมรับในหมู่มากของนักท่องเที่ยวที่ให้ความสนใจ และความนับถือเพื่อเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนที่มาเที่ยวที่ภาคใต้แห่งนี้กัน

ประเพณีชักพระ

บทความประเพณีชักพระ

ถ้าหากพูดหรือกล่าวถึงเรื่องราวของประเพณีชักพระ หรือลากพระเป็นประเพณีของชาวภาคใต้ ที่มีมายาวนานโดยจะปฏิบัติกันในช่วงออกพรรษา วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ซึ่งมีความเชื่อว่า ครั้งสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าได้เสร็จไปจำพรรษา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพระมารดา พอถึงช่วงออกพรรษา ก็จะมีชาวพระพุทธเจ้าจะเสด็จกลับยังโลกมนุษย์ ทำให้ชาวบ้านมีความปราบปลื้มมากปิติเป็นอย่างมาก

จึงอันเชิญพระพุทธองค์ขึ้นประทับบนบุษบกและแห่ไปยังที่ประทับของพระพุทธองค์ ครั้นเลยสมัยพุทธกาลชาวบ้านจึงนำพระพุทธรูปมาแห่สมมุติแทนพระพุทธองค์ประเพณีชักพระหรือลากพระมีผู้สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นในประเทศอินเดียตามลัทธิ ของศาสนาพราหมณ์ที่นิยมนำเทวรูปออกแห่ในโอกาสต่าง ๆ ต่อมาชาวพุทธได้นำมาดัดแปลงให้ตรงกับศาสนาพุทธไทยเพื่อความเป็นไทยและประเพณีไทย

และถ้าหากพูดถึง ประเพณีชักพระหรือลากพระได้ถ่ายทอดมาถึงประเทศไทยภาค ใต้ได้รับและนำไปปฏิบัติจนกลายเป็นประเพณีสืบมาจนถึงปัจจุบัน โดยชาวใต้มีความเชื่อว่าการลากพระจะทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาลหรือเป็นการขอฝน เพราะผู้ประกอบพิธีส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก และที่เห็นกันมาอย่างแพร่หลายในอดีตจนถึงปัจจุบันนี้ ที่สืบเนื่องกันมายาวนานจนเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย

การชักพระหรือลากพระของชาวใต้มี ๒ ประเภท

ประเพณีชักพระ ภาษาอังกฤษ

นั่นก็คือ การลากพระทางบกกับลากพระทางน้ำ หรือการลากพระทางบก คือ การอันเชิญพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรขึ้นมาเพื่อประดิษฐานบนนมพระ คือยานพาหนะที่ใช้ประดิษฐานพระพุทธรูปในการลากพระทางบก หรือบุษบกแล้วแห่ไปยังจุดหมาย การลากพระทางบกเหมาะกับวัดที่อยู่ห่างไกลแม่น้ำลำคลองการลากพระทางน้ำคือ การอันเชิญพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรขึ้นมาจากน้ำเพื่ออันเชิญมาเพื่อให้เราได้กราบไหว้

ขึ้นประดิษฐานบนเรือพระแล้วแห่ไปยังจุดหมายการลากพระทางน้ำเหมาะกับวัดที่อยู่ใกล้แม่น้ำในวันชักพระหรือลากพระจะมีการตักบาตรหน้าล้อ โดยชาวบ้านจะเตรียมอาหารมาใส่บาตร ซึ่งบาตรนั้นจะเตรียมไว้หน้าพระลาก การตักบาตรหน้านมพระเรียกว่า “บาตรหน้าล้อ” หลังจากตักบาตรเสร็จแล้วจะอันเชิญพระลากประดิษฐานบนบุษบก และเมื่อพระสงฆ์ฉันภัตตาหารเสร็จแล้วชาวบ้านจะนำขนมต้มต่าง ๆ นานา

ขนมชนิดหนึ่งทำด้วยข้าวเหนียวและห่อด้วยใบพ้อ มาใส่บาตรและแขวนไว้หน้านมพระ และเมื่อมีการลากพระถึงหน้าบ้านใครคนในบ้านนั้นก็จะนำขนมต้มออกมาใส่บาตรแต่การลากพระทางน้ำ เรือพายของชาวบ้านจะไม่สามารถเข้าใกล้เรือพระได้ ชาวบ้านที่ต้องการทำบุญด้วยขนมต้ม จะใช้วิธีปาต้มหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ซัดต้ม เมื่อเรือพระทุกลำมาถึง ณ จุดหมายแล้ว จะมีการประกวดเรือพระซึ่งจะแบ่งออกแต่ละประเภท

โดยแยกออกเป็น ๒ ประเภทคือเรือพระบกและเรือพระน้ำ พอถึงเวลาบ่ายหรือเย็นก็จะลากเรือพระกลับวัด แต่ในปัจจุบันเรือพระจะจอดไว้ประมาณ ๓-๕ วันถึงจะลากกลับวัด เนื่องจากว่ามีประชาชนร่วมกันทำบุญเป็นจำนวนมากประเพณีการลากพระนิยมทำกันแทบทุกจังหวัดของภาคใต้ แต่การลากพระที่มีชื่อเสียงก็เช่น ที่อำเภอเกาะพงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง เป็นต้น

สำหรับประเพณีชักพระยังคงมีวัฒนธรรมประเพณีที่ยาวนานของชาวภาคใต้ที่สืบสานวัฒนธรรมประเพณที่ยาวนาน ที่ยังทรงอนุรักษ์ความเป็นไทยที่ยาวนานที่น่าค้นหาและน่าจดจำยิ่งนัก ถ้าหากใครที่ได้มาเที่ยวชมประเพณีชักพระของภาคอีสานจะถือว่าเป็นบุญตายิ่งนัก ที่ครั้งหนึ่งได้มาพบเจอสิ่งที่ไม่เหมือนภาคไหน ๆ