ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ วัฒนธรรมของชาวใต้ที่มีมายาวนาน

ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ ถือเป็นอีกหนึ่งวัฒธรรมที่ขึ้นชื่อของภาคใต้ที่มีชื่อเสียงที่จัดทำขึ้นทุก ๆ ปีของภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีมายาวนานพอสมควร ที่เป็นวัฒนธรรมที่คุ้นเคยที่มีมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้ และเพื่อความเรียบง่ายประเพณีจึงจัดทำขึ้นทุก ๆ ปี เพื่อให้ผู้คนไปแห่ผ้าขึ้นธาตุกันอย่างแพร่หลาย

ความสําคัญ ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ

ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ ถือเป็นอีกหนึ่งวัฒธรรมที่ขึ้นชื่อของภาคใต้ที่มีชื่อเสียงที่จัดทำขึ้นทุก ๆ ปีของภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีมายาวนานพอสมควร ที่เป็นวัฒนธรรมที่คุ้นเคยที่มีมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้ และเพื่อความเรียบง่ายประเพณีจึงจัดทำขึ้นทุก ๆ ปี เพื่อให้ผู้คนไปแห่ผ้าขึ้นธาตุกันอย่างแพร่หลายเพื่อให้คนรุ่นหลังได้เข้าถึงวัฒนธรรมประเพณีที่มีมาแต่เดิม

และปัจจุบันก็ยังมีผู้คนให้ความสนใจค่อนข้างเยอะแยะ เพื่อเป็นประเพณีและวัฒนธรรมไม่ให้สูญหายและยังคงอยู่ตลอดไปเรื่อย ๆ และปัจจุบันยังมีผู้คนยอมรับและให้ความสนใจเป็นอย่างมากที่จะแห่กันมาทำบุญร่วมงานประเพณีที่นี่กัน เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต เพื่อให้ชีวิตมีความสุข และยังช่วยในการสืบสานวัฒนธรรมที่มีค่ามหาศาลไว้เพื่อให้รุ่นลุกของเราได้สืบสานประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุอีกต่อไปในอนาคต

ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ

ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ ประโยชน์

ถ้าหากพูดถึงเรื่องราวของประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ คือ ประเพณีแห่ผ้าขึ้นโอบฐานเจดีย์พระบรมธาตุเมืองนคร ของจังหวัดนครศรีธรรมราช สมัยโบราณเรียกประเพณีนี้ว่า “ประเพณีแห่พระบฏขึ้นธาตุ” ผ้าพระบฏ คือ ผ้าผืนยาวและใหญ่และมีการเขียนรูปพุทธประวัติลงบนฝืนผ้านั้นมูลเหตุของการเกิดประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ ตามตำนานได้กล่าวไว้ว่า เมื่อราวปี พ.ศ. ๑๗๗๓ ได้มีชาวพุทธจากเมืองอินทปัตแห่งกัมพูชากลุ่มหนึ่ง

กำลังเดินทางไปเกาะลังกา เพื่อนำผ้าพระบฏไปบูชาพระเขี้ยวแก้ว แต่เกิดเหตุคลื่นซัดเรือแตกทำให้ผ้าพระบฏและชาวพุทธประมาณสิบคนลอยไปติดริม ฝั่งที่อำเภอปากพนัง ครั้นพระเจ้าศรีธรรมโศกราช ผู้ปกครองเมืองนครศรีธรรมราชทราบข่าวจึงได้สั่งให้นำผ้าพระบฏนั้นไปห่ม พระบรมธาตุเจดีย์ เนื่องในโอกาสสมโภชพระบรมธาตุและถือเป็นประเพณีแห่พระบฏขึ้นธาตุที่ผู้ครอง เมืองนครศรีธรรมราชทุกคนจะต้องปฏิบัติ

ความเป็นมา

ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ อยู่จังหวัดอะไร

ในทุกสมัยตามประวัติการแห่ผ้าขึ้นธาตุจะทำในโอกาสสมโภชพระบรมธาตุประจำปี แต่ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่ากระทำในวันใด ครั้นถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุมีการปฏิบัติ ๒ วัน คือ ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ วันมาฆบูชา และวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ วันวิสาขบูชาพิธีกรรมของประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุหรือประเพณีแห่พระบฏขึ้นธาตุ ในสมัยโบราณ จะจัดเป็นขบวน

อันใหญ่โอและเอิกเกริกเพียงขบวนเดียว ซึ่งนอกจากจะมีผ้าพระบฏแล้วยังมีสำรับอาหารคาวหวาน กระบุงหรือกระจาดที่บรรจุผักสด ผลไม้และของแห้ง และประดับด้วยธงที่ทำจากผ้าสีต่าง ๆ นำไปถวายพระสงฆ์ที่วัดด้วยวิธีสลากภัต สลากภัตคือวิธีการถวายภัตตาหารพระสงฆ์ด้วยการให้พระสงฆ์จับสลาก จากนั้นจะเป็นพิธีการห่มผ้าพระบฏรอบพระธาตุ”แต่ในปัจจุบันประชาชนที่มาร่วมงานแห่ผ้าขึ้นธาตุนั้นมาจากต่างถิ่นกัน

ต่างคนต่างมาและมีการเตรียมผ้ามากันเอง ใครมีความพร้อมก่อนก็แห่ผ้าขึ้นธาตุก่อน โดยเมื่อขบวนแห่ของผู้ใดแห่มาถึงวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร วัดที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ก็จะทำการเวียนประทักษิณ คือการเวียนขวาโดยให้สิ่งที่เรานับถือหรือบุคคลที่เรานับถืออยู่ทางขวาของ ผู้เวียน รอบพระบรมธาตุ ๓ รอบ แล้วนำผ้าพระบฏเข้าสู่วิหาร โดยแต่ละกลุ่มจะส่งตัวแทนประมาณ ๓-๔ คน

ไปกับเจ้าหน้าที่ของวัดเพื่อนำผ้าพระบฏขึ้นโอบรอบพระบรมธาตุเจดีย์ เป็นอันเสร็จพิธีแห่ผ้าขึ้นธาตุ ซึ้งเป็นประเพณีที่ชาวไทยควรอนุรักษณ์อย่างยิ่ง เพื่ออนุรักเอาไว้ให้คนรุ่นหลังหันมาสนใจในความเป็นวัฒนธรรมเพื่อไม่ให้หล่นหายไปจากความเป็นไทยที่สืบเนื่องกันมายาวนาน และเราควรช่วยกันรักษาเอาไปอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้คนรึ่นหลังลืมวัฒนธรรมของเรา เพื่อให้คงความเป็นวัฒนธรรมที่ไม่หายไปจากใจ

สำหรับประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุเป็นวัฒนธรรมที่มีมายาวนาน จนถึงปัจจุบันนี้เพื่อให้คนรึ่นหลังไม่ลืมวัฒนธรรมที่คงยาวนาน และยังถือเป็นสถานที่ทำบุญของทุก ๆ ปีเพื่อเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้มีนักท่องเที่ยวอยากจะเดินทางมาเที่ยวที่นี่กันอย่างแพร่หลายเพื่อสืบสานวัฒนธรรมไทยเอาไว้